แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปุู่จิงตันช่วยได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปุู่จิงตันช่วยได้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน สาเหตุหลักของไตเสื่อม,ปู่จิงตันกับโรคไต,จะรู้ได้ไงว่าเรากำลังเป็นโรตไต1..............

ปัสสาวะบ่อย สาเหตุหลักของไตเสื่อม


       อาการปัสสาวะบ่อยเป็นอาการของโรคไตบางชนิด แต่ความจริงผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยเกิดจากสาเหตุอื่น




     มากกว่า ที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคเบาหวาน นอกจากนี้ก็มีโรคเบาจืด โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือว่าดื่มน้ำมากเกินไป 

     ดังนั้นถ้าหากว่าท่านมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือว่ามีปริมาณมากกว่าวันละ 3 ลิตร หรือว่าตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนหลายๆ ครั้ง ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดเพื่อรักษาต่อไป


     โดยปกติคนเราจะปัสสาวะ  ตอนกลางวันประมาณ 3-5 ครั้ง ตอนเย็นถึงก่อนนอนอีกประมาณ 1-2 ครั้ง และสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงจะนอนได้นาน 8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ

    ทั้งนี้เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะจะเก็บน้ำปัสสาวะมากขึ้นและไตจะกลั่นน้ำปัสสาวะน้อยลงในขณะนอนหลับ

  หากใครปัสสาวะบ่อยครั้งกว่านี้โดยเฉพาะตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะแสดงว่าร่างกายของคุณกำลังมีปัญหาบางประการ


      สาเหตุปัสสาวะบ่อยครั้งโดยเฉพาะตอนกลางคืนเกิดจากภาวะไตอ่อนแอภาวะไตอ่อนแอไม่ใช่โรคไตในความหมายของการแพทย์ตะวันตก

     หากหมายถึงสภาพไตกำลังเสื่อมลงไม่แข็งแรงเท่าที่ควรทำให้ความสามารถในการขับน้ำและของเสียออกจากร่างกายของไตด้อยลง

     และเกิดผลกระทบต่อดุลภาพของอิเล็กโทรไลต์และความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกายรวมทั้งเกิดภาวะพร่อง


     ฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดที่สร้างขึ้นจากไตและต่อมหมวกไตการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะนำไปสู่อาการผิดปกติของอวัยวะทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งอาการปัสสาวะบ่อยด้วย

    หากไม่มีการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะแก่ก่อนวัยและพัฒนาเป็นโรคต่างๆรวมทั้งอาจเป็นโรคไตอักเสบหรือโรคไตวายในที่สุด


   ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ปู่จิงตัน(PUJINGTUN) สามารถป้องกันและแก้ปัญหา โรคไต ไตวาย ได้ผลจริง

ปริมาณและราคา1ขวด บรรจุ 60 แคปซูล ราคา 900 บาท

            อย. เลขที่ 13-1-02950-1-0036

ดูข้อมูลที่   http://pugingtunmir.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่
คุณ วรกัญณัฎฐ์  อัครเรืองวงศ์

โทร.064-549-3661,095-163-9336

                  ID Line : kunnut599

             อีเมล์    kunnut59@gmail.com
          





    



การฟอกเลือด,มีปัญหาโรคไต ปู่จิงตัน PUJINGTUN ..IR ช่วยได้

การฟอกเลือด



       การฟอกเลือด คือ การนำเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องฟอกเลือด เพื่อกำจัดของเสีย ปรับระดับเกลือแร่ในเลือดและปรับดุลของน้ำหลังจากนั้นจึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย
หลักการของการฟอกเลือด



        หลักการสำคัญ คือ การให้มีการแลกเปลี่ยนของเสีย เกลือแร่ ระหว่างเลือดกับน้ำยาฟอกเลือด โดยผ่านทางตัวกรองเลือด เลือดจะไหลผ่านตัวกรองของเลือด เลือดจะไหลผ่านตัวกรองเลือด 

       ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ เหมือนหลอดเลือดฝอยที่มีรูขนาดเล็กมากๆ อยู่ที่ผนังของหลอด และมีน้ำยาฟอกเลือดไหลผ่านอยู่ด้านนอกเลือด ของเสียที่มีระดับสูงในเลือด จะเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง เข้าไปอยู่ในน้ำยาฟอกเลือด

      ทำให้ระดับของเสียในเลือดลดลง น้ำและเกลือแร่จะมีการเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรองทำให้ระดับเกลือแร่ และดุลของน้ำเป็นปกติ



        ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีสมรรถภาพไตลดลงจนเหลือน้อยกว่า 10% ของคนปกติไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ 

       โดยทั่วไปแพทย์จะขอให้ตรวจเลือด ดูค่าไนโตรเจนในเลือด (BUN) และตรวจดูระดับของเสียที่เรียกว่า ครีเอตินิน (Creatinine)


       เมื่อถึงระยะสุดท้ายของโรคไตผู้ป่วยมักมีผลตรวจ BUNมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือค่าครีเอตินินสูงกว่า 8 - 10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

อาการที่ผิดปกติที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่

       1. อาการอันเกิดจากของเสียคั่งหรือภาวะยูรีเมียเกิดจากการที่มีสารยูเรียที่ได้จากขบวนการสลาย โปรตีนที่หมดสภาพในร่างกาย สารยูเรียเป็นของเสียที่รบกวนการทำงานของทุกส่วนในร่างกาย

      โดยเฉพาะระบบประสาทและเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนียได้  ผู้ป่วยอาจหายใจมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย อาการผิดปกติในระยะนี้แสดงออกมาให้




     เห็นทางระบบประสาทและทางระบบทางเดินอาหารกล่าวคือทางระบบประสาทผู้ป่วยมักมีอาการมึนงง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่องไม่มีเหตุผล จำวัน เวลาสถานที่ไม่ได้

    และเมื่อเป็นมากขึ้นก็อาจมีอาการกระตุก ซึมหมดสติ และอาจมีอาการชัก ส่วนอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร สะอึก คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในปาก ท้องเดิน เป็นต้น





      2.มีการคั่งของเกลือโซเดียมและน้ำทำให้เกิดอาการบวม ความดันโลหิตสูงควบคุมได้ยาก ในกรณีที่รุนแรงมากอาจมีภาวะ การบีบตัวของหัวใจล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบ เหนื่อย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ นอกจากนั้น 

     หากมีระดับเกลือโพแทสเซียม ในเลือดขึ้นสูง ก็อาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจนอาจหยุดกะทันหัน ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

     3. อาการจากการคั่งของกรดในเลือดที่เห็นได้ชัด คือ ทำให้ผู้ป่วยหอบ และทำให้เกิดอาการทางสมองในข้อ 1 เป็นมากขึ้นด้วย แพทย์ทราบได้ว่า เลือดมีภาวะเป็นกรด 

    โดยดูค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่วิเคราะห์ได้จากผลการตรวจเลือดว่ามี ค่าต่ำมาก ซึ่งมักต่ำกว่า 15 มิลลิโมลต่อลิตร



     4. อาการจากการขาดฮอร์โมนที่กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ป่วยมีโลหิตจางเมื่อเริ่มมีอาการดังกล่าวปรากฏ แม้ว่าอาจยังไม่เห็นได้ชัดเจน แพทย์ผู้รักษาก็มักเริ่มให้ผู้ป่วย เริ่มการฟอกเลือดได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการที่รุนแรง อันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

     มีผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการฟอกเลือดจะทำให้อาการผู้ป่วยทรุดลงไปอีก ทั้งนี้เพราะเคยเห็นตัวอย่าง ผู้ป่วยที่ตัดสินใจยอมให้แพทย์รักษาด้วยการฟอกเลือด ต่อเมื่อปล่อยให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรงแล้ว ดังนั้นจึงขอย้ำว่าในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะให้การรักษาด้วยการฟอกเลือดเร็วขึ้น


       ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ ปู่จิงตัน(PUJINGTUN) สามารถป้องกันและแก้ปัญหา โรคไต ไตวาย ได้ผลจริง

ปริมาณและราคา1ขวด บรรจุ 60 แคปซูล ราคา 900 บาท

             อย. เลขที่ 13-1-02950-1-0036

ดูข้อมูลที่   http://pugingtunmir.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่
คุณ วรกัญณัฎฐ์  อัครเรืองวงศ์


โทร. 064-549-3661,095-163-9336

                    ID Line : kunnut599

               อีเมล์    kunnut59@gmail.com







วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อาการของโรคไต ไตเสื่อม ฟอกไต ลดกรดยูริก โรเกาต์ กับปู่จิงตัน,PUJINGTUN ...MIR ,ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเกี่ยวกับโรคไต โรคความดัน ปู่จิงตันช่วยได้ ของบ.MIR

อาการของโรคไต


     จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น อาการโรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ คำตอบก็คือใช้การวินิจฉัยโรค

ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ

     1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ

     2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง

     3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป ได้แก่การ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์ รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยา เช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น

      โดยปกติแล้ว  เราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน คือต้องรู้ว่าสภาพปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้สภาวะการเป็นโรค

     ซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องแล็ป พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็นอาการโรคไตหรือไม่ ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน

    เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการแสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่ เมื่อประมวลต่างๆเข้าด้วยกันก็จะรู้ว่าเป็น อาการโรคไตหรือไม่


เหตุสงสัยว่าจะเป็นอาการโรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้


   -ปัสสาวะเป็นเลือดโดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือด หรือเม็ดเลือดออกมาอาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ขยายปานกลางการมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ

     ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาการโรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้ 

    ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะสีเลือดได้ ถือว่าปกติในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อมลูกหมากโต 

    ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้  ในโรคของเนื้อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อสีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม

   ในผู้ป่วยชายจำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือดแม้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม

   แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสโรคเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อยอาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย

   ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื้อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบถึงสาเหตุได้



     - ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง แต่ถ้าในปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง

     เพื่อหาปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจากโรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือดลดลงและเกิดอาการบวม

    รวมทั้งปริมาณคลอเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเองการตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ใน โรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น 

   แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัณนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต


     - ปัสสาวะ ขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น


     - การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ


     - การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือดปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ


     - การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น อาการโรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต


    - การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่โรคไตเพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ

    ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบริเวณไตคือบริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย




     - อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นอาการโรคไต จะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม

    ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัวอาจเกิดได้ในอาการโรคไต หลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติคซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

     - ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับอาการโรคไตก็คือโรคไตวายเรื้อรัง (Chronicrenalfailure)

     เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง 

     มื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ


 สาเหตุของการเกิดอาการโรคไต 

     • เป็นมาแต่ กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียว หรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น

     • เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)

     • เกิดจากการ ติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ โรค) เป็นต้น

    • เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไต

     1. กินอาหารโปรตีนต่ำ หรืออาหารโปรตีนต่ำมาก ร่วมกับกรดอามิโนจำเป็นโดยกินอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งหมายถึงโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิด จำนวน 0.6 กรัม ของโปรตีน / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน

    โดยไม่ต้องให้กรดอามิโนจำเป็น หรือกรดคีโต (Keto Acid) เสริม เพราะอาหารโปรตีนในขนาดดังกล่าวข้างต้น ให้กรดอามิโนจำเป็นในปริมาณที่พอเพียง กับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

     ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ควรกินอาหาร ที่มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 30-60 กรัม / วัน อาจจำกัดอาหารโปรตีน

     เพื่อชะลอการเสื่อมหน้าที่ ของไตได้อีกวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ป่วยกินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน) ร่วมกับกรดอามิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์คีโต (Keto Analog) ของกรดอามิโนจำเป็น ในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ย 50-60 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 20-25 กรัม / วัน เสริมด้วยกรดอามิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์ครีโตของกรดอามิโนจำเป็น 10-12 กรัม / วัน


     2. กินอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลต่ำ โดย ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณคลอเลสเตอรอล ในอาหารแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัม / วัน ด้วยการจำกัดอาหารที่มีคลอเลสเตอรอลมากเช่นไข่แดง เครื่องในสัตว์ทุกชนิด และนม เป็นต้น


    3. งดกินอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ฟอสเฟตมักพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดพืชต่างๆเช่น ถั่วลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอนด์

    ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว พบว่าอาหารที่มีฟอสเฟตสูง จะเร่งการเสื่อมของโรคไตวายเรื้อรัง ให้รุนแรงมากขึ้น และมีความรุนแรงของ การมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมากขึ้น นอกเหนือจากผลเสีย ต่อระบบกระดูกดังกล่าว


     4. ลดเกลือให้น้อยลง ผู้ป่วย อาการโรคไต วายเรื้อรังที่ไม่มีอาการบวม  โดยไม่ต้องถึงกับงดเกลือโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ควรกินเกลือเพื่อการปรุงรสเพิ่ม ผู้ป่วยที่มีอาการบวมร่วมด้วย ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อวันให้น้อยกว่า 3 กรัมของน้ำหนักเกลือแกง (เกลือโซเดียมคลอไรด์) ต่อวัน 

     ซึ่งทำได้โดยกินอาหารที่มีรสชาติจืด งดอาหารที่มีปริมาณเกลือมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทำเค็ม หรือหวานเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงหมูแฮม หมูเบคอน ไส้กรอก ปลาริวกิว หมูสวรรค์ หมูหยอง หมูแผ่น ปลาส้ม ปลาเจ่า เต้าเจี้ยว งดอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องข้างต้น


     5. ควบคุมอาหาร ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีน้ำหนักเกิน น้ำหนักจริงที่ควรเป็น (Ideal Weight for Height) ในคนปกติ ควรจำกัดปริมาณแคลอรี ให้พอเพียงในแต่ละวันเท่านั้น คือ ประมาณ 30-35 กิโลแคลอรี / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน



        และอีกทางเลือกที่เราอยากแนะนำคือ อาหารเสริม บำรุงไต ปู่จิงตัน อาหารเสริมที่จะช่วยให้ท่านมีสุขภาพไตที่ดี เพราะมีสมุนไพรจีนที่มีประโยชน์ มีสรรพคุณในการบำรุงไต ได้แก่ เก๋ากี๋ เส็กตี้อึ้ง และพุทราจีน


    ปู่จิงตัน(pujingtun)  มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไตให้แข็งแรง ลดอาการที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ช่วยควบคุมและเพิ่มสารจำเป็นในร่างกาย บำรุงสายตา และช่วยไม่ให้ผมหงอกก่อนวัย มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่มีภาวะไตอ่อนแอ ปัสสาวะบ่อยครั้ง ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นเบาหวาน ช่วยชะลอวัย และให้มีอายุยืนยาวแข็งแรง



วิธีรับประทาน

      เดือนแรก ก่อนอาหารเช้า 4 แคปซูลก่อนอาหารเย็น 4 แคปซูล สำหรับผู้ที่ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มากกว่า 1 ครั้ง/คืน หรือมีอาการเมื่อยเอว เข่าอ่อน หลั่งเร็ว

    ถ้าอาการไม่มาก ในเดือนต่อไป กินก่อนอาหารเช้า 2 แคปซูล ก่อนอาหารเย็น 2 แคปซูล

    กินเพื่อรักษาสุขภาพก่อนอาหารเช้า 1 เม็ดก่อนอาหารเย็น 1 เม็ด


    ผลิตภัณฑ์ ปู่จิงตัน(PUJINGTUN) สามารถแก้ปัญหา โรคไต ไตวาย อย่างได้ผล

ปริมาณและราคา1ขวด บรรจุ 60 แคปซูล ราคา 900 บาท

               อย. เลขที่ 13-1-02950-1-0036

ดูข้อมูลที่   http://pugingtunmir.blogspot.com

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่
คุณ วรกัญณัฎฐ์  อัครเรืองวงศ์

โทร.064-549-3661,095-163-9336



                     ID Line : kunnut599

               อีเมล์ : kunnut59gmail.com